ในแง่มุมของความเสี่ยงแล้ว มันมีอยู๋หลายแบบ ทั้งการลงทุน การเทรด การเล่นเกมหรือความบันเทิงก็ตาม หลายคนนั้นหมดไปเยอะและก็ไม่ได้อะไรกลับมา แต่ว่าถ้าท่ารู้จักกับ การบริหารจัดการเงินทุน (Bankroll Management) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า BRM ท่านจะได้สนุกกับมันและมีกำไรกลับมาด้วย
เราจะพาท่านไปดูเองเลยว่า การบริหารจัดการในเรื่องของความบันเทิง ทำอย่างไร มันถึงจะทำให้มีความสมดุลในเรื่องของงบประมาณและความบันเทิงที่มันพอดีกัน

เข้าใจกับ Bankroll Management คืออะไร? สาเหตุที่ต้องคิดในมุมของนักลงทุน
Bankroll Management คือ การบริหารเงินก้อนนึง ซึ่งเอาไว้ใช้ในเรื่องของคสามบันเทิง โดยเงินก้อนนี้จะตัดออกจากเงินก้อนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
ในแง่ของนักลงทุนนั้นมองว่า การมองว่าเงินก้อนนี้คือ “ต้นทุน” และความสนุกหรือกำไรที่ได้มาคือ “ผลตอบแทน” นักลงทุนจะไม่ทุ่มเงินหมดตัวในคราวเดียว แต่จะใช้หลักการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้สามารถอยู่ในเกมได้นานที่สุด
ทำไมต้องมี BRM?
- ลดผลกระทบทางอารมณ์: เมื่อคุณรู้ว่าเงินที่เสียไปคือเงินที่ตั้งใจไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องมาอารมณ์เสียกับมัน
- ป้องกันปัญหาการเงิน: ไม่ให้เงินก้อนนี้กลายเป็นผลกระทบต่อเงินก้อนอื่นๆ
- สร้างวินัย: ช่วยให้ท่านมีการตัดสินใจที่ดีขึ้น

แนวทางวางแผนงบแบบทีละขั้นตอน
อยากจะมีเงินก้อนหรือพอร์ตที่มันเติบโต จะต้องมีพื้นฐานการลงทุนดังนี้:
ขั้นที่ 1: เงินเย็นที่ต้องมี
กฎเหล็กข้อแรกคือ “ห้ามใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิตมาเล่น” เงินก้อนนี้คือเงินที่เสียไปแล้วไม่ทำให้ชีวิตต้องเดือดร้อน
ขั้นที่ 2: กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
ต้องรู้ก่อนว่าที่ลงมาเล่นนั้นต้องการอะไร?
- เล่นเอ็นจอยไปเรื่อยๆ
- ฝึกแนวทางการเล่นให้มันมีสกิลมากขึ้น
- ต้องการหากำไรให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ขั้นที่ 3: รู้จักกับการลงทุน อย่าลงทุนทีเดียวหมด
อย่าได้ทุ่มงบลงทุนทีเดียวหมด ให้ท่านนั้นแบ่งเงินที่จะใช้ลงทุนออกเป็นก้อน เพื่อที่จะให้สามารถทีเงินทุนเหือเอาไว้ในกรณีที่ต้องเสียเงินไปในการลงทุนเล่นครั้งแรก
รู้จักกับความเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนของท่านหมดลง
ในโลกการเงินมีสูตรคำนวณที่นักพนันระดับโลกและเทรดเดอร์นิยมใช้ คือ Kelly Criterion เพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการลงเงิน แต่สำหรับมือใหม่ เราแนะนำกฎที่ง่ายกว่า:
กฎ 1-5% (The Golden Rule)
ไม่ว่าจะมั่นใจแค่ไหน ห้ามลงเงินเกิน 1% ถึง 5% ของ Bankroll ทั้งหมดในหนึ่งครั้ง
- 1% (Conservative): ปลอดภัยสูงมาก เหมาะสำหรับมือใหม่
- 3% (Moderate): สมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน
- 5% (Aggressive): สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และรับความเสี่ยงได้สูง
หยุดเมื่อเสีย และ หยุดเมื่อได้ตามเป้า
- Stop-Loss: กำหนดจุดที่ต้อง “เลิก” เมื่อเสียถึงระดับที่กำหนด (เช่น เสีย 20% ของงบวันนี้ต้องหยุดทันที)
- Take-Profit: กำหนดจุดที่ต้อง “พอ” เมื่อได้กำไรตามเป้า เพื่อป้องกันการนำกำไรไปละลายคืน
รู้จักกับการควบคุมอารมณ์: สิ่งที่ร้ายที่สุดในการบริหารความเสี่ยง
สาเหตุที่คนเสียเงินจากการลทุนมากที่สุด มันไม่ใช่ดวง แต่มันคือการควบคุม อารมณ์ ไม่ได้
- เสียแล้วทุ่มเอาเงินคืน: เมื่อเสียเงิน หลายคนมักจะเพิ่มเดิมพันเป็นสองเท่าเพื่อเอาคืน ซึ่งเป็นหายนะของนักบริหารเงิน
- สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว: ความโมโหทำให้ขาดสติ เมื่อไม่มีสติการตัดสินใจก็แย่ลง แนะนำให้ทำใจให้เย็นก่อน
- มั่นใจมากเกินไป ลำพองใจ: เมื่อชนะติดต่อกัน เรามักจะคิดว่าตัวเองนี่เก่งนักหนา แค่ที่จริงแล้วแค่ดวงดี
เลือกใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย
นักลงทุนตัวจริงต้องมีการเก็บสถติต่างๆเอาไว้:
- วันที่และเวลาที่ทำกิจกรรม
- จำนวนเงินที่ใช้ (Buy-in)
- ผลลัพธ์ (Win/Loss)
- จุดที่ทำให้ผิดพลาด
แน่นอนเลยว่าเมื่อท่านนั้นมี ความสะดวกสบาย การลงทุนมันก็ย่อมง่ายขึ้น รวมทั้งมันก็จะมี ความเป็นส่วนตัว มากขึ้นด้วย แล้วยิ่งถ้าลงทุนแล้วมีกำไรได้มากนั้น ก็จะมี นิยามใหม่ของการพักผ่อน ขึ้นมาอีกด้วย มาดูกันว่า 5 รูปแบบการพักผ่อนระดับ Hi-End ที่ท่านนั้นควรมีเมื่อลงทุนแล้วมีกำไรนั้น มันมีอะไรบ้าง
สรุป: เล่นให้สนุกและมีกำไรต่อเนื่อง
การบริกหารและจัดการความเสี่ยงนั้น มันไม่ได้ทำให้ท่านเล่นสนุกแค่ครั้งเดียว แต่ว่าเมื่อท่านมี Bankroll Management มันจะทำให้ท่านสนุกและมีเงินกำไรจากการลงทุนแบบต่อเนื่อง ถ้าท่านสามารถควบคุมตัวเอง ทำตามแนวทางที่แนะนำไปได้ การจะเล่นสนุกแบบต่อเนื่องแบบนี้ได้ทุกวัน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย



